ประวัติการทูตฝ่ายทหารในยุโรปและสหราชอาณาจักร

ประวัติการทูตฝ่ายทหารในยุโรปและสหราชอาณาจักร

รวบรวมโดย พ.อ.เสกสรร คูห์สุวรรณ ผชท.ทบ.ไทย/ ลอนดอน มี.ค. 2562

 

1.     ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ และประวัติการทูตฝ่ายทหารในยุโรป

ไทยและอังกฤษมีความสัมพันธ์ทางการค้ามากว่า 400 ปี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์การติดต่อดำเนินการผ่านเมืองขึ้นของของอังกฤษในขณะนั้น คือ อินเดีย จนมีการลงนามสนธิสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2369 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษได้ส่งเซอร์ จอห์น บาวริ่งมาเป็นราชทูตและได้มีการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพและการค้า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2398 และได้ตั้งสถานกงสุลขึ้นในประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอังกฤษระหว่างกันอย่างเป็นทางการ ความสัมพันธ์ระหว่างกันดำเนินไปอย่างราบรื่นบนพื้นฐานของมิตรภาพ ทั้งในกรอบความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และขยายตัวครอบคลุมทุกสาขาของความร่วมมือ ถึงแม้ว่าไทยและอังกฤษจะมิได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม หรือคณะกรรมการกำกับดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคี ดังเช่นที่ประเทศไทยมีกับประเทศสำคัญอื่นๆในยุโรป แต่ทั้งสองฝ่ายก็ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อังกฤษนั้น ได้หยั่งรากลึกครอบคลุมทุกสาขาแล้ว ทั้งในระดับสถาบัน-สถาบัน เอกชน-เอกชน และประชาชน-ประชาชน

 

ย้อนไปในความสัมพันธ์กับอังกฤษในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาเจรจาทางการค้าเป็นระยะๆ และได้จัดทำสัญญากับไทย เพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์มากที่สุด ในปี 2364 มาควิส เฮสติงส์ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย ได้แต่งตั้ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด เป็นทูตเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และเจรจาเรื่องการค้ากับไทยแต่ประสบความล้มเหลว เพราะมีปัญหาหลายประการที่เจรจาตกลงกันไม่ได้ เช่น อังกฤษตั้งเงื่อนไขการขายอาวุธปีนกับไทยไว้มาก ไทยยอมผ่อนปรนลดอัตราการจัดเก็บภาษีขาเข้าขาออก แต่ขอให้อังกฤษค้ำประกันจำนวนเรือสินค้าที่จะเข้ามาค้าขาย แต่อังกฤษไม่ยอมรับรอง และปัญหาเรื่องเมืองไทรบุรี ซึ่งไทยถือว่าเป็นเรื่องกิจการภายในราชอาณาจักรจึงไม่ยอมนำหัวข้อนี้มาเจรจา ถึงแม้การเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่ก็มีเรือสินค้าอังกฤษเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยมากขึ้น ซึ่งไทยก็เปิดให้มีการค้าขายอย่างสะดวกตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ทางการไทยกำหนดไว้

            ต่อมาในปี 2368 สมัยรัชกาลที่ 3 ลอร์ด แอมเฮิร์ส ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดียคนใหม่ ได้ส่งร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ เดินทางเข้ามาเจรจากับราชสำนักไทย ใช้เวลาเจรจาถึง 5 เดือน ในที่สุดไทยกับอังกฤษก็สามารถทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ (เรียกสั้นๆ ว่าสนธิสัญญาเบอร์นี่) ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2369 ขึ้นมาได้ ซึ่งมีสาระสำคัญบางประเด็น เช่น ไทยจะจัดเก็บภาษีในอัตราที่แน่นอนตามความกว้างของปากเรือ ห้ามอังกฤษนำฝิ่นเข้ามาค้าขาย การค้าข้าวจะซื้อขายกันได้แต่จากพระคลังสินค้าเท่านั้น คนในบังคับอังกฤษเมื่อเข้ามาในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย อังกฤษยอมรับอธิปไตยของไทยเหนือเมืองไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู สัญญาเบอร์นี่ อังกฤษได้รับประโยชน์จากการค้า ส่วนไทยได้รับความเสมอภาคและการมีอำนาจเหนือหัวเมืองมลายูบางเมือง

พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) ผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็น ราชทูตไทยคนแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เชิญพระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียเมื่อ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2400 เป็นการเจริญพระราชไมตรีตอบแทน และในการเดินทางครั้งนี้ หม่อมราโชทัยล่ามของคณะทูตได้ประพันธ์นิราศลอนดอน ขึ้นด้วย

 

อย่างไรก็ดี บรรดาพ่อค้าอังกฤษต่างก็ไม่พอใจสัญญาฉบับนี้ เพราะเห็นว่า เฮนรี เบอร์นี อ่อนข้อให้กับราชสำนักไทยมากเกินไป ดังนั้นในปี 2393 ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 3 อังกฤษจึงส่งเซอร์ เจมส์ บรูค เดินทางเข้ามาขอแก้ไขสัญญาเบอร์นี่กับไทย ซึ่งอังกฤษต้องการให้ไทยยกเลิกระบบการผูกขาดการค้าโดยพระคลังสินค้า ขอให้ไทยลดภาษีปากเรือจากวาละ 1,700 บาท เหลือ 500 บาท และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมอื่นใดอีก ขอให้กงสุลอังกฤษเข้ามาร่วมพิพากษาคดีความที่เกิดกับคนในบังคับอังกฤษ รวมทั้งขอสิทธิพิเศษอีกหลายข้อ ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์กับอังกฤษทั้งสิ้น ขณะที่ไทยเห็นว่าข้อตกลงในสัญญาเบอร์นี่ มีความเหมาะสม อังกฤษได้รับผลประโยชน์มากอยู่แล้ว ถ้าไทยยอมแก้ไขสัญญาให้สิทธิพิเศษแก่อังกฤษมากไป จะทำให้ชาติอื่นๆ ถือเป็นแบบอย่าง ทำตามอังกฤษบ้าง ดังนั้น การเจรจาจึงไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อเซอร์ เจมส์ บรูค กลับไปถึงสิงคโปร์ ได้เสนอให้รัฐบาลอังกฤษใช้กำลังทหารบีบบังคับไทยให้ยอมแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลอังกฤษไม่เห็นชอบ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอังกฤษจึงเป็นไปตามสนธิสัญญาเบอร์นีที่จัดทำขึ้นในปี 2369

ในตอนต้นของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวนั้น การต่างประเทศ และการคลังของแผ่นดินยังอยู่รวมกันภายใต้เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า และเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกกรมพระคลังมหาสมบัติออกจากกรมท่า พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการต่างประเทศ คือ รมว.กต. ในปัจจุบัน

ในปี 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแต่งตั้งหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย ราชทูต ไปทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้งแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (ก่อนหน้านั้น ในปี พ.ศ. 2423 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นล่ามและตรีทูต ในคณะของเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย มาก่อนแล้ว) และได้เปิดสำนักงานผู้แทนทางการทูต (Siamese Legation) ขึ้นที่กรุงลอนดอน ถือว่าเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำอังกฤษเป็นคนแรก  กำกับดูแลกิจการเกี่ยวข้องกับยุโรปถึง ๑๒ ประเทศ

 

เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) คนนั่งกับชาวคณะ ขณะปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ 5 ณ ประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. 2423

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในสมัย พ.ศ. 2453 ปลายรัชสมัย ร.5 มีประกาศโปรดเกล้าฯ ให้นายพันโท หลวงจัตุรงควิไชย ผู้บังคับกรมทหารราบที่ 2 ไปรับราชการตำแหน่งผู้ช่วยทูตในราชการทหารบก (มิลิตาริแอ๊ตตะเช) ประจำ 9 ประเทศ โดยอยู่ประจำ ณ กรุงเบอร์ลิน (น่าสังเกตว่าไม่มีอังกฤษ และฝรั่งเศส) นับว่าเป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุด ที่มีในปัจจุบัน เกี่ยวกับเรื่องของกิจการ ผชท.ทหารไทย ประจำต่างประเทศ และการใช้ตำแหน่ง Military Attaché

 

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2436 หรือที่รู้จักกันในชื่อ วิกฤต ร.ศ. 112 ซึ่งจากกรณีพิพาทคราวนั้นทำให้สยามต้องสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ทั้งยังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนถึง 3 ล้านฟรังก์ นอกจากนั้นฝรั่งเศสยังเรียกร้องให้สยามถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ 25 กิโลเมตรตลอดแนวฝั่งขวาแม่น้ำโขงโดยปราศจากข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

จากการที่สยามขาดความพร้อมทั้งกำลังรบและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ อันเป็นที่ประจักษ์ชัดในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 นี้เอง ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงเร่งรัดปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพด้านกำลังรบของกองทัพไทย และเพียงเดือนเศษ ภายเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรส 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เสด็จออกไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือที่ประเทศอังกฤษ และได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงในราชวงศ์เกิดขึ้นคือ ในระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเทพทวาราวดี กำลังประทับทรงศึกษาวิชาเบื้องต้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษเพื่อเตรียมพระองค์ไปศึกษาวิชาทหารเรือต่อไปนั้น ทางกรุงเทพฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา เกิดประชวรเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการได้พร้อมกันกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้ทรงตั้งพระรัชทายาทขึ้นใหม่เพื่อป้องกันความไม่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเทพทวาราวดี ซึ่งมีพระเกียรติยศเป็นลำดับที่ 2 ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชการ เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2437

ด้วยเหตุที่ได้ทรงรับสถาปนาเป็นพระรัชทายาทนี้เอง จึงทำให้ต้องทรงเปลี่ยนแนวทางการศึกษาจากวิชาการทหารเรือมาเป็นวิชาทหารบก และเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิรสต์ (ปัจจุบันคือ The Royal Military Academy Sandhurst : RMAS) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2440 แล้วได้เสด็จไปประจำการในกรมทหารราบเบาเดอรัม (Durham Light Infantry Regiment) ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2441 ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่เน้นการรุกรบแบบเคลื่อนที่เร็วชั่วระยะเวลาหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการพลเรือนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาและเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนครในตอนปลาย พ.ศ. 2445

ทรงเครื่องเต็มยศนายพลเอก นายทหารพิเศษประจำกรมกรมทหารราบเบาเดอรัม และทรงเครื่องปกติ นายพลเอกนายทหารพิเศษกรมทหารราบเบาเดอรัม (Duhram Light Infantry)

 

 

ทรงเครื่องเต็มยศนายพลเอก นายทหารพิเศษแห่งกองทัพบกอังกฤษ ทรงสายสะพายราชวิคตอเรียน ชั้นสูงสุด (Knights Grand Cross of the Royal Victorian Order) ทรงประดับพระดารา Knights Grand, Cross of the Royal Victorian Order, Knight Grand Cross of the Order of the Bath และมหาจักรีบรมราชวงศ์

 

เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระราชโทรเลขฉบับหนึ่งจากสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ 5 พระราชาธิบดีแห่งอังกฤษ อัญเชิญให้ทรงรับยศเป็นนายพลเอกพิเศษแห่งกองทัพบกอังกฤษ และนอกจากจะทรงตอบรับพระราชไมตรีดังกล่าวแล้ว ยังได้ทรงเชิญสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ 5 ให้ทรงเป็นนายพลเอกของกองทัพบกสยาม ซึ่งการที่ทรงได้รับพระเกียรติยศจากสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ 5 ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นพระเกียรติยศเฉพาะพระองค์แล้ว ยังนับได้ว่า มหาอำนาจตะวันตก เช่น ประเทศอังกฤษได้ให้การยอมรับประเทศและกองทัพบกสยามว่าเป็นชาติและกองทัพที่มีความเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ

รูปพลเอก พระยาเทพหัสดิน เมื่อครั้งมียศและบรรดาศักดิ์เป็นพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ กับคณะนายทหารไทยที่ไปร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และรูปนายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ มอบธงไชยเฉลิมพลให้แก่ นายพันตรี หลวงรามฤทธิรงค์ ผู้บังคับกองทหารบกรถยนต์

 

  เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ประเทศไทยประกาศสงครามกับประเทศเยอรมันนี และ ออสเตรีย-ฮังการี ในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีพระบรมราชโองการเรียกผู้อาสาสมัคร เพื่อเดินทางไปร่วมรบยังสมรภูมิยุโรป มีคนสมัครเป็นจำนวนมาก ในเวลานั้นพระยาเทพหัสดิน ซึ่งยังมีตำแหน่งและบรรดาศักดิ์เป็นนายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ 4 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหัวหน้าคณะทูตพิเศษในตำแหน่งแม่ทัพไทย ที่ได้นำกองทหารอาสาไทยได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 2457 – 2461  ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ทางเรือเมื่อ 19 มิ.ย. 61 เรือเอ็มไพร์ซึ่งได้บรรทุกกองทหารอาสา ถึงท่าเรือมาร์เซย์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หลังจากได้รับการตอนรับจากผู้บัญชาการทหารภาคที่ 15 ประจำมาร์กเซย กองบินของกองเมื่อ 30 ก.ค. 61 ทหารอาสาสยามเดินทางไปฝึกที่โรงเรียนการบินที่เมืองอิสทร์ ในเดือนสิงหาคม ปี 61 นักบินสยามที่ผ่านการฝึกอบรมขั้นพื้นฐานก็ถูกส่งไปยังโรงเรียนฝึกอบรมเฉพาะทางอีกหลายแห่ง แต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ยุติลงเสียก่อน แม้ว่ากองบินของสยามจะไม่ได้ผ่านการต่อสู้ในสงครามแต่กองบินนี้ก็ได้กลายเป็นแกนหลักในการก่อตั้งกองทัพอากาศไทยในเวลาต่อมา

สำหรับกองทหารบกรถยนต์ได้ถูกส่งไปโรงเรียนฝึกอบรมที่เมืองลียง และเมืองดูร์ดอง เมือวันที่ 6 สิงหาคม ปี 61 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน ของปีเดียวกัน กองทหารบกรถยนต์ได้ถูกส่งไปที่เขตวิลมัวแย็น ซึ่งตั้งอยู่ประมาณ 50 กิโลเมตรจากแนวหน้าสู้รบ เพื่อฝึกอบรมยุทธวิธีทหารเพิ่มเติม ในระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน ปี 61กองทหารบกรถยนต์ประสบความสำเร็จในการการขนส่งทหารจำนวน 3,600 นาย รวมทั้งเสบียงอาหารและยุทธภัณฑ์จำนวนมากถึง 3 พันตันไปที่แนวหน้าสู้รบ จากนั้น กองทหารบกรถยนต์ได้ย้ายที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองแวร์เดิง ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน จนถึงวันสงบศึกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี 2461 และในวันที่ 15 พฤศจิกายน ทางกองบัญชาการขนส่งทางบกกองทัพฝรั่งเศส ได้นำเหรียญเกียรติยศฝรั่งเศส คัว เดอ แกร์ (Croix de Guerre) มามอบให้นายทหารสยามในกองทหารบกรถยนต์ และต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1918 กองทหารบกรถยนต์ได้เดินทัพรวมกับกองทัพสัมพันธมิตรเพื่อเข้ายึดครองเมืองนอยชตัด ในเยอรมนี

บทความจาก Bangkok Daily Mail รายงานถึงการมาถึงของกองทหารอาสาสยามในยุโรป ปี 1918 และ ภาพทหารไทยกำลังเดินสวนสนามผ่านประตูชัย ณ นครปารีสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2461

เรื่องตั้งผู้ช่วยทูตในราชการทหารบก พ.ศ. 2466 และ พ.ศ. 2481 ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ซึ่งมักจะให้ควบตำแหน่งในหลายประเทศ (ปัจจุบันเรียกว่าการขยายเขตอาณา : Accredit) ยังไม่ปรากฏบันทึกเรื่องการทูตฝ่ายทหารในประเทศอังกฤษ ในทำเนียบที่บันทึกไว้เป็นทางการมี จะเริ่มจาก พ.อ.ม.จ.ชิดชนก กฤดากร ที่มาประจำการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่ 18 มี.ค. 2490 ต่อด้วย พ.อ.อำนวย ไชยโรจน์ ในวันที่ 15 มิ.ย. 2493 คาดว่าในช่วงนายพันเอก หม่อมสนิทวงศ์เสนี อยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง (2482-2488) หลังจากครบวาระใน 1 ก.ค. 2485 จึงอาจจะไม่มีการส่งทูตฝ่ายทหารมาต่อเนื่อง เมื่อสภาะวะการต่างๆ ดีขึ้นแล้วจึงได้เริ่มส่งทูตทหารมาประจำการที่อังกฤษตั้งแต่ปี 2490 ต่อมาจนถึงปัจจุบัน (มีเว้นช่วง ต.ค.41 - ก.ย.51) เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ

 

2. วิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 และ REVAMP

ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ทำให้ต้องปิด สน.ผชท.ทหาร เหล่าทัพ บางแห่งตั้งแต่ 30 ก.ย. 41โดย รมว.กห. (รมช.กห. รับคำสั่งฯ) ได้กรุณาอนุมัติ เมื่อ 10 มี.ค. 41 ให้ระงับการบรรจุ และปรับลดกำลังพล สน.ผชท.เหล่าทัพ เพื่อเป็นการสนองนโยบายรัฐบาลในการลดค่าใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยให้ถือปฏิบัติตั้งแต่สิ้นปี งป.41 เป็นต้นไป ทำให้เหล่าทัพ ต้องดำเนินการปิดบาง สน.ฯ และกำหนดแนวทางดำเนินการต่อ สป. และอสังหาริมทรัพย์ใน ตปท. ของเหล่าทัพตนเอง ส่วนของ ทบ. ได้มีการปิด สน.ฯ จำนวน 5 แห่งคือ ลอนดอน (ทร.รับแทน), บอนน์ (ทอ.รับแทน), โตเกียว (ทอ.รับแทน), มะนิลา (ทอ.รับแทน) และอิสลามาบัด (ไม่มี สน.ฯ เหล่าทัพ) โดย ทบ. ได้จัดประชุมพิจารณาการดำเนินการต่อสินทรัพย์ต่างๆ เมื่อ เม.ย. 41 จนได้ข้อยุติเป็นแนวทางปฏิบัติคือ ให้ สน.ฯ ที่ปิดการบรรจุ ประสานกับ สน.ฯ เหล่าทัพอื่นในประเทศนั้น เพื่อดำเนินการโอน สป. ของหน่วยให้เหล่าทัพอื่นได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป หากเหล่าทัพอื่นไม่ต้องการ ก็ให้ดำเนินการขออนุมัติจำหน่ายและขายทอดตลาดต่อไป สำหรับ สป. ที่ใช้งบประมาณจัดซื้อที่สูงมาก สป. ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และ สป. บางอย่างที่มีเครื่องหมาย ทบ. ให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ โดย สปช.ทบ. สนับสนุนงบประมาณในการขน สป. ดังกล่าวกลับไทย สน.ฯ ละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์

การประชุมเพื่อทบทวนโครงสร้างและองค์ประกอบของ ทีมประเทศไทยในต่างประเทศ (REVAMP) เป็นความพยายามของรัฐบาลยุคนายกฯ ทักษิณ ที่จะแก้ไขปัญหาการจัดโครงสร้างส่วนราชการในต่างประเทศตามแนวความคิดเดิมที่เป็นการแบ่งแยกงาน (division of labour) ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างมีหน้าที่ และต่างมีงบประมาณของตนเอง ซึ่งถูกมองว่าค่อนข้างสิ้นเปลือง และไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างส่วนราชการในต่างประเทศแบบขนานใหญ่ บนพื้นฐานของแนวความคิดการใช้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลหรืองานเป็นตัวตั้ง (agenda-based) ในการกำหนดสำนักงาน บุคลากร และงบประมาณของส่วนราชการไทยในต่างประเทศซึ่งประกอบเป็นทีมประเทศไทยในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเชิงรุก โดยใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างคุ้มค่าเช่น One Roof Policy เพื่อรองรับการดำเนินงานในต่างประเทศตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยเริ่มการประชุมครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมา มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้แทนการค้าไทยหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจในต่างประเทศ และหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานกลาง เข้าร่วมประชุม โดยหน่วยงานต่างๆ ที่จะจัดตั้งสำนักงานใน ตปท. จะต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากที่ประชุมนี้ก่อน แต่เนื่องจากการประชุมนี้มีเรื่องพิจารณาจำนวนมาก และองค์ประกอบการประชุมก็ไม่พร้อมที่จะจัดประชุมได้บ่อย ทำให้การขอเปิดหน่วยงานใน ตปท. เป็นไปด้วยความล่าช้า แม้ว่าจะผ่านพ้นสภาพเศรษฐกิจตกต่ำมาแล้วก็ตาม

จากการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 2/2550  เมื่อ 22 ก.พ. 50 จึงมีมติเห็นชอบให้ กองบัญชาการทหารสูดสุด เสนอขอเปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารไทยในต่างประเทศขยายเขตอาณา (Accredit) และการขอเปิดบรรจุกำลังพลทั้งนี้เป็นไปตามที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อนุมัติ เมื่อ 30 ก.ย.49 ให้ กห. แยกการพิจารณาจัดตั้งและการบรรจุกำลังพลของสำนักงานผู้ช่วยทูตฯ ออกจากการพิจารณาดำเนินการของฝ่ายพลเรือน เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา เป็นเหตุให้ไม่ทันต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่อมา ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ เมื่อ 22 พ.ค. 50 ตามที่ กห. เสนอ (รายละเอียดตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลับ ที่ นร 0506/8156 ลง 25 พ.ค. 50) กล่าวโดยสรุปคือ กห. สามารเปิดและบรรจุกำลังพล ใน สน.ผชท.ทหารไทย/ ตปท. ได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุม REVAMP ต่อไป จึงทำให้ทุกเหล่าทัพ มีโอกาสทยอยเปิด สน.ฯ ที่ถูกปิด รวมถึงเปิด สน.ฯ เพิ่มเติมขึ้นใหม่ได้ รวมถึงการบรรจุกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ใน ตปท. ด้วย

---------------------------------------------------------

Related Articles

แบบสำรวจ